sirikanya's profileღ°•.♥.•°☆ Š Į Ŗ Ĩ Ҝ Ą Ň ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 28

    แล้วเราก็พบกัน

     

     

    แล้วเราก็พบกัน

    .

    .

    .

    .

     

    ฉันเพิ่งซึ้งถึงคุณค่า

    ฉันเพิ่งรู้ว่าความพยายามมีความหมาย

    ฉันเพิ่งเห็นว่าความตั้งใจทำให้ความสำเร็จสวยงาม

    ฉันเพิ่งรู้ว่ารอยยิ้มสร้างความสุขได้จริงๆ

    ฉันเพิ่งเห็นน้ำตาที่ไหลเพราะความปลาบปลื้มอาบล้นหัวใจ

    ฉันเพิ่งได้รับ...ค่ำคืนที่ลืมไม่ลง


    .

    .

    .

     

    วันนี้สิ่งที่ฉันได้รับมันเกินกว่าที่คิดไว้

    ฉันรู้ว่าพวกเธอไม่ได้ทำอะไรเกินกว่าที่เป็นมา

    แต่สิ่งธรรมดาเหล่านั้น เต็มไปด้วยความหมายมากมายเหลือเกิน

    .

    .

     

    พวกเธอทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร

    ..มหัศจรรย์..

     

    พวกเธอทำให้คนมากมายมอบความรักให้โดยไม่มีเงื่อนไข

    พวกเธอทำให้คนมากมายยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอ

    พวกเธอทำให้คนมากมาย แม้แปลกหน้า...ทว่ากลมเกลียว

    พวกเธอทำให้คนมากมายอยากเชื่อ

    อยากยิ้ม อยากหัวเราะ อยากให้กำลังใจ

    และอยากให้พวกเธอมีความสุขตลอดกาล

    .

    .

    .

     

    ฉันอยากขอพรพระเจ้าเหมือนทุกครั้งที่เธอภาวนาก่อนขึ้นเวที

    ฉันอยากขอบคุณท่าน ที่ทำให้ฉันได้พบพวกเธอ

    ได้รู้จักความสุข ได้มีความทรงจำ

    ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นน้ำตา

     

    .

    .

    .

     

    .

    .

    .

    .

     

    แล้วเราจะพบกันอีก

     

    .

    .

    .

    .

    .

     

     

     

     

     

     

    ::: ที่จริงเขียนเสร็จแล้ว ดีกว่านี้ด้วย แต่หาย!! ฮือออ..เกลียดสเปซ ToT

    June 22

    เมื่อเธอเข้ามาในชีวิต

     
     
     
     
    ก่อนนั้น...ฉันเป็นคนยังไงนะ
     
     
    ก่อนที่จะ...รู้จักเธอ
     
     
    ก่อนที่จะ...เข้าใกล้เธอ
     
     
    ก่อนที่จะ...รักเธอ
     
     
    ก่อนที่จะ...มีเธอในชีวิต
     
     
     
     
     
     
    ฉันเป็นคน...นอนตื่นสาย
     
    ความสามารถในการลืมตาสู้แสงตะวันต่ำมาก
     
    แต่เมื่อเธอ...เข้ามาในชีวิต
     
    ฉันยินดีตื่นเช้า...เพียงแค่ลืมตาแล้วเห็นเธอยิ้มกลับมา
     
     
     
     
     
    ฉันเป็นคน...ชอบอ่านหนังสือ
     
    สามารถใช้เวลาทั้งวันอ่านหนังสือเล่มหนาหนักโดยไม่ลุกไปไหน
     
    แต่เมื่อเธอ...เข้ามาในชีวิต
     
    ฉันยินดีวางหนังสือนั้นไว้...เพียงแค่ได้ใช้เวลาทั้งวันกับเธอ
     
     
     
     
     
    ฉันเป็นคน...ชอบสังสรรค์
     
    สามารถไปปาร์ตี้ติดๆ กันหลายวันกับเพื่อนฝูงมากมาย
     
    แต่เมื่อเธอ...เข้ามาในชีวิต
     
    ฉันยินดี...บอกผัดนัดเหล่านั้นบ้าง...เพียงแค่รอจะได้พบเธอเพียงคนเดียว
     
     
     
     
     
     
    ก่อนนั้น...ฉันเป็นคนยังไงนะ
     
    ก่อนที่จะ...รู้จักเธอ
     
    เธอจะรู้ไหม...ฉันเปลี่ยนไปมากมาย
     
    เมื่อเธอ...เข้ามาในชีวิต
     
     
     
    .
    .
    .
    .
    .
     
     
     
    และขณะนี้ฉันรอเวลา...
     
     
    ที่เธอจะเข้ามา...ในชีวิต
     
     
    ...อีกครั้งหนึ่ง...
     
     
     
     
     
     
     
    April 16

    รับตรวจทานต้นฉบับ fiction ฟรี!!

     
    หลังจากที่ตกหลุมลูกชายจนถอดตัวไม่ขึ้น
     
    มันก็ชักนำให้อมม่าแก่ๆ คนนี้ เข้าสู้โลกของเด็กยุคใหม่ที่...
     
    อู้ววว.. โอ้วววว... ขนาดนั้นเลยรึ???
     
    เปิดหู (เหนียงยาน) และเปิดตา (สั้นๆ และเอียง) ของอมม่าม้ากกกกกก.....
     
     
     
     
    ที่พูดถึงนี่คือ fiction Yaoi (เขียนอย่างนี้หรือเปล่า?)
     
    (เฉพาะเรื่องของลูกชาย พ่อเทพเจ้า 5 คนแห่งโลกตะวันของอิชั้นนี่แหละ)
     
     
     
     
    เด็กสมัยนี้มันไปไวเนอะ (หมายถึงการสื่อสาร)
     
    โตเร็วมาก (หมายถึงการสื่อสารอีกแหละ)
     
    เรียนรู้เร็ว เก่ง คล่องแคล่ว (นี่ก็การสื่อสาร...โดยเฉพาะเรื่องผู้ชาย..อุ๊บ ผู้ชายเกาหลีน่ะจ้ะ)
     
     
     
     
     
    บางคนแต่งเรื่องดีมาก.. มีคาแรคเตอร์ มีปม มีไคลแมกซ์ มีคลี่คลาย และจบ โอ้ววว ขนาดฉันเรียนมายังทำไม่ได้!!!
     
    แต่สิ่งที่นับวัน ยิ่งขัดใจ นั่นก็คือความสามารถทางการเขียน
     
    คนไทยยังไงวะ เขียนภาษาไทยผิดหมด!!!
     
     
    อ่านแล้วอารมณ์ขุ่น บางฉากกำลังเข้าพระเข้านาง (เอิ่มมม..เข้าพระเข้านาง เนี่ยภาษายุคไหน??) ...เออยุคอิชั้นนี่แหละ  
     
    เขียนผิดเท่านั้นแหละ...หมดอารมณ์
     
     
     
     
    นะ กับ น่ะ  ต่างกันนะคะเด็กๆ
     
    คะ กับ ค่ะ  ก็ด้วย
     
    แหละ ไม่ใช่ แหล่ะ ค่ะ ผันวรรณยุกต์เป็นไหม
     
    เหรอ หรือ เอาสักอย่าง
     
    พึ่ง เพิ่ง แสดงคนละอาการนะคะ
     
     
    และอีกมากมายจิปาถะที่สร้างอารมณ์ โกรธ ให้อมม่าคนนี้มากกว่าอารมณ์ตามเนื้อเรื่อง
     
     
     
     
     
     
    ประกาศซะเลยดีกว่า...
     
     
    ใครเขียน fiction แล้ว (เรื่องดี เป็นที่นิยมพอ) จะพิมพ์ละก็นะ ยินดีตรวจทานต้นฉบับให้ฟรีเลยจ้ะ 
     
    แต่มีข้อแม้นิดๆ หน่อยๆ ว่า..
     
    ถ้าไม่รำคาญยายแก่ขี้บ่น ก็ปรินเรื่องส่งมา อมม่าจะวงแก้คำผิดกลับไปให้ ไอ้ครั้นจะแก้ให้เลยใน microsoft word นั้น.. มันไม่ง่ายไปรึจ๊ะเด็กๆ
     
    อย่างนั้นก็ไม่มีวันจดจำความผิดของตัวเองกันสิจ๊ะ (แหม พิมพ์แล้วอย่างสั่งให้คัดสักร้อยจบ)
     
     
    ที่บ่นมายืดยาวนี่ไม่ใช่เพราะต่อต้านสังคมอะไร อมม่าออกจะเปิดใจกว้าง (แถมยังเรียนรู้ฟิกวายซะอย่างนั้น)
     
    คิดว่าอย่างน้อยได้ใช้วิชาชีพให้เป็นประโยชน์กับอนาคตของชาติบ้างสักครั้งก็คงดี
     
     
     
    อมม่าไม่รังเกียจฟิกวายหรอกจ้ะ ... แต่รังเกียจเด็กไทยเขียนหนังสือผิดมั่กมาก!!!!
    (เท่านั้นเอง)
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ป.ล. บทความนี้ใช้คำวัยรุ่นหลายคำ แต่..สะกดไม่ผิดนะจ๊ะ นั่นเป็นความตั้งใจของอมม่าเอง
     
    ป.ล. 2 อมม่าเขียนจริงนะ ใครส่งมาก็ตรวจให้
     
     
    March 16

    เสียงนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสอง

     
     
     
    สิ่งที่ฉันเกลียดที่สุดอย่างหนึ่งคือ "เสียงโทรศัพท์ดังในเวลาที่ยังหลับอยู่"
     
     
    มันทำลายมิตรภาพ บุคลิกภาพ มโนภาพ ทัศนียภาพ
     
     
    หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เคยเป็นด้านดีของฉันในสายตาคนเรียกสาย
     
     
    ทลายลงในพริบตาที่นิ้วกดรับเครื่องมือสื่อสารแข็งกระด้างข้างหมอนนั้นทันที
     
     
    ไม่มีเว้นแม้คนคนนั้นจะเป็นที่รักยิ่งแค่ไหน ... ฮ่วย!! 
     
     
     
     
    หนึ่งในเพื่อนที่ถูก "กวนประสาท" ใส่เสมอคือเพื่อนรักเพื่อนสนิทคนสำคัญ
     
     
    แม้มันจะโทรมาถูกเวลาก็เหอะ แต่คนนอนผิดเวลาและใช้ชีวิตกลับด้านกับคนอื่นอย่างฉันก็ไม่เคยยั้งตัวเองทันสักครั้ง
     
     
    นอกจากการให้อภัยโดยไม่มีข้อแม้ด้วยคำอธิบายเรียบง่ายว่าเราต่างรู้จักกันดี
     
     
    ฉันไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะกล่าวอ้างขออภัยจากเพื่อนได้เลย
     
     
    นอกจากทำเสียงสดใส นัยว่าตื่นนานแล้ว แม้ตาจะยังลืมไม่เต็มที่และหัวยังหมุนคว้างอยู่มากก็ตาม
     
     
    "อย่างกับหมีจำศีล"  มันว่า
     
     
    "เลิกใช้ชีวิตไปแล้วรึไง ไหนบอกจะไปเที่ยว ฉันนึกว่าป่านนี้นายไปเดินอยู่กลางหลวงพระบางแล้วซะอีก"
     
     
     
    เออแฮะ ... ฉันปรารถนาและบอกมันอย่างนั้นก่อนที่ชีวิตจะลงเอยแบบนี้นี่หว่า
     
     
    "ฉันโทรมาเตือนเผื่อว่านายจะลืมวันเกิดเอ เออ...แล้วมันเกิดวันที่เท่าไหร่นะ?"
     
     
    "สิบสี่" ฉันกล่าวแผ่วเบาทว่าหนักแน่นเพราะมั่นใจว่าจำได้แน่นอนที่สุด
     
     
    "แล้ววันนี้วันอะไร วันที่เท่าไรแล้วล่ะ" ฉันถามกลับอย่างไม่รอให้เสียเวลา
     
     
    "สิบหกว่ะ ปีนี้ก็ลืมวันเกิดมันอีกแล้ว"
     
     
    "เวรล่ะ... เฮ้ย ฉันไม่ได้ลืมเว้ย แค่ไม่รู้ว่าวันที่เท่าไรแล้วต่างหาก"
     
     
    ฉันหาเหตุผลข้างๆ คูๆ มาเพิ่มน้ำหนักให้ตัวเอง ความรู้สึกผิดที่เริ่มต้นตั้งแต่รับสายจะได้ไม่มากไปกว่าที่มีอยู่
     
     
    "เออ งั้นฉันไปทำงานก่อน เดี๋ยวจะส่งการ์ดไปขอโทษมันทีหลัง ว่าแต่นายเหอะ กลายเป็นคน slowly ไปแล้วใช่มะ??"
     
     
    มันว่า แถมยังหัวเราะหึหึ ส่งให้
     
     
    "เออ slow  สโลว์มาก สโลดาวน์ nonstop เลยเหอะ"
     
     
    "ก่อนหน้านั้นก็ยังกับคนไม่รู้จักหลับจักนอน เห็นนายทำนั่นทำนี่ไม่ว่าจะเวลาไหน ตอนนี้วิญญาณหายไปเรอะ ลุกๆ ไปทำอย่างอื่นได้แล้ว"
     
     
    "เออ....." ฉันลากเสียงแบบเกียจคร้าน ตั้งแต่ตื่นมา (รับโทรศัพท์) เนี่ย บิดตัวยังไม่ทำเลย 
     
     
    "ฉันไปทำงานก่อนละ แล้ววันไหนเข้ากรุงเทพฯ แวะมาแถวๆ นี้มั่งนะ"   
     
     
    "อืมมม..." ยังลากเสียงแบบเกียจคร้านอยู่ดี (และยิ่งกว่าเดิม)
     
     
     
    สายตัดไปแล้วแต่ฉันยังนอนหงายมองเพดานนิ่งๆ มัวๆ เพราะตาไม่ได้จับโฟกัสไปที่ใดต่อไป
     
     
    สมองที่ตื่น (เกือบ) เต็มที่แล้วเริ่มทบทวนสิ่งขาดหายไปจากชีวิต แต่เพิ่งย้อนคิดได้เพราะคำพูดของไอ้คนโทรมา
     
     
    ฉันลืมวัน เวลา
     
     
    ฉันลืมวันเกิดเพื่อนสนิทผู้อยู่ห่างไกล (น้อยใจกรูแล้วซะละมั้ง??)
     
     
    ฉันลืมความปรารถนาอันแรงกล้า ที่เต้นเร่านักหนาก่อนหน้า ทว่านิ่งเงียบสนิทเสียขณะนี้ 
     
     
    ฉันลืมวิถีเดิมๆ ที่เหนื่อยสาหัสแต่สนุกมากมาย เรื่องท้าทาย ความมีชีวิตชีวา
     
     
    "อย่างกับหมีจำศีล"
     
     
    ท่าคำเปรียบเทียบแกมประชดชันของมันไม่ได้ห่างไกลไปจากความเป็นจริงเลย (แม้มันจะยังไม่เห็นกะตาก็ตาม) 
     
     
    ถึงเวลาที่ฉันจะลุกขึ้นแล้วรึยังนะ??
     
     
    คิดได้ดังนั้น พลันสายตากลับไปโฟกัสที่เข็มสั้นเข็มยาวนาฬิกาบนฝาผนัง
     
     
    เสียงเดินอย่างเป็นระเบียบของสิ่งนั้นกำลังสื่อความหมายมาถึงฉันว่า ขณะนี้...
     
     
    "เป็นเวลาบ่ายสอง"
     
     
     
     
    ..................................................
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    November 13

    ลมมา...คล้ายจะบอกว่าฤดูหนาวกำลังจะถึง

     
     
     
     
     
     
     
    เช้าวันจันทร์ ...  ฉันเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยลมเย็นๆ ที่พัดผ่านมากระทบผิว
     
     
     
    ลมพัด ... จนได้กลิ่นเย็นๆ ที่ปลายจมูก
     
     
     
    รู้สึกถึงไอของความหนาว และแดดอ่อนๆ ในแบบจำเพาะของช่วงปลายปี
     
     
     
    ลมพัดมาคล้ายจะกระซิบว่า ...  ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง ....
     
     
     
     
    v
     
     
    v
     
     
    v
     
     
     
     
     
     
     
    คนใกล้ตัวคล้ายจะได้รับสัญญาณแห่งความดีใจนี้ทั่วกัน
     
     
     
    ข้อความในโทรศัพท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งหากันว่อน เต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมยินดี
     
     
     
    เราจะจัดงานเริงร่า ... เพื่อต้อนรับฤดูหนาว
     
     
     
    และเราจะเริงร่า ... เพื่อช่วงเวลาสุดท้ายของปี
     
     
     
    ความสุขที่ได้รับมา ... เราจะส่งต่อให้คนข้างกาย
     
     
     
    และเปล่งเสียงนับถอยหลัง ... เพื่อก้าวไปข้างหน้าสู่วันใหม่ ... พร้อมๆ กัน
     
     
     
     
     
    v
     
     
     
    v
     
     
     
    v
     
     
     
     
     
    เวลา 1 ปี ผ่านไปรวดเร็ว
     
     
     
    เลข 1 นั้นดูน้อยนิด ออกเสียง 1 ครั้ง คำนั้นก็จบลงแล้ว
     
     
     
    เวลา 1 ปี ก็ช่างน้อยนิด
     
     
     
    คิดถึงเพียง 1 ครั้ง 1 ปีก็ผ่านไปแล้ว
     
     
     
     
     
     
    แต่เพื่อการส่งท้าย.... เวลาของ 1 ปี ... ที่ยังเหลือ
     
     
     
    และเพื่อเตรียมต้อนรับ ... เวลาของ 1 ปี ... ที่กำลังจะเริ่มต้น
     
     
     
     
    ฤดูหนาว ... ที่มาร่วมสนุก
     
     
     
    คล้ายเป็นบรรณาการแห่งความสุขของพระเจ้า
     
     
     
     
    เราจะเชิญฤดูหนาวเข้าร่วมงานแห่งความเบิกบานใจ
     
     
     
    เราจะเชิญลมเย็น พัดเป่าบรรเทาใจให้ผู้ร่วมงานทุกคน
     
     
     
    เราจะเชิญ ... 'ผู้เป็นที่รัก' ทุกคนเข้าร่วมงานด้วยกัน
     
     
     
     
     
     
    ..................................
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    September 30

    28 ปีดียังไง

     
     
    สวัสดี 28 ปี!!!
     
     
    ยินดีที่ได้รู้จักน้า...
     
     
    ^o^
     
     
     
     
     
     
     อายุ 28 ปี ในวันนี้ ดิฉันมีลูกแล้วค่ะ!!!
     
     
    ลูกชายทั้ง 5 ที่กำลังน่ารักน่าชัง (และเซ็กซี่) O.o
     
     
    ปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้ความรักอย่างหนึ่ง
     
     
    น่าแปลกใจใช่ไหม ที่คนอย่างฉันมาเขียนเรื่องความรัก
     
     
    รู้สึกเป็นครั้งแรกว่าคนเป็น 'แม่' เป็นงี้เอง
     
     
    ความรักแบบไม่หวังผลตอบแทน (ก็มันได้ซะที่ไหน) เป็นงี้เอง
     
     
    555 ก่อนที่บล็อกนี้จะหวานเกินไป
     
     
    ฉันแค่จะบอกว่า 'มีความสุข' จริงๆ
     
     
    . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
     
     
     
     
     
    ฉันมีความเชื่อ (อยู่คนเดียว) อย่างหนึ่งมาตลอด
     
     
    บางคนบอกว่าวันเกิดคือวันที่สำคัญที่สุดของแม่
     
     
    อันนั้นก็จริง
     
     
    ความเชื่อหนึ่งนั้นก็คือ
     
     
    เราจะมีอายุเท่านั้นเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
     
     
    ฉันชอบอะไรที่เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ
     
     
    เป็นความรู้สึกพิเศษที่อยากเก็บไว้นานๆ
     
     
    เป็นความรู้สึกพิเศษที่ลำพังตัวเราเท่านั้นที่จะเข้าใจ
     
     
    และเป็นความรู้สึกพิเศษที่ต้องสร้างเอาเอง
     
     
    หลังจากที่ฉันเชื่อเรื่องนี้อย่างจริงจัง
     
     
    ตั้งแต่นั้น 'วันเกิด' จึงเป็นวันพิเศษของฉันตลอดไป
     
     
    . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
     
     
     
     
     
    ส่วนวันนี้ฉันมีอายุ 28 เป็นครั้งแรก
     
     
    365 วันนับจากนี้ ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไง
     
     
    แต่ฉันก็หวังว่าทุก 'ความเปลี่ยนแปลง' ที่จะเกิดขึ้น
     
     
    จะเป็นไปในทางที่ดีและมีความสุขเสมอ
     
     
     
    . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
     
     
     
    ป.ล. ขอบคุณทุกของขวัญและคำอวยพร ขอให้พรนั้นกลับคืนสู่ทุกคน ^,^v
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    :: การตื่นสายทำให้ตารางชีวิตผิดพลาดไปหมด แต่นั่นละ..ความตื่นเต้นช่วยหลั่งสารอะดรีนาลีนด้วยมิใช่หรือ?
     
     
    ::: พระพุทธเจ้าคะ ลูกเชื่อในคำสอนของท่าน แต่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกเสมอไปใช่ไหมคะ
     
     
     
      
     
     
     
     
     
     
     
     
    August 09

    Dear Haji

     

     

     

    ฮาจิ....

     

     

    เวลาน้อยเหลือเกินที่เราได้เจอกัน และเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน

     

     

    ขอโทษนะ...

     

     

    ฉันทำผิดเอง.....

     

     

    .......

     

     

    ......

     

     

     

     

    ฉันคิดเสมอว่า ตั้งแต่ย่าจากไปเมื่อ 7 ปีก่อน ฉันคงจะไม่มีความสุขจริงๆ ได้อีกแล้ว

     

     

    แต่วันนี้ ... ที่นายเข้ามา

     

     

    แค่ได้เห็นหน้า ... แค่ได้เห็นตาใสๆ ของนาย...

     

     

    ฉันก็รักนายหมดหัวใจ

     

     

    ......

     

     

    .......

     

     

     

    ฉันเห็นนายกิน ... ฉันก็มีความสุข

     

     

    นายอาจจะทำเลอะเทอะไปบ้าง ... แต่ฉันก็ไม่รู้สึกโกรธ

     

     

    นายเดินไปเดินมาจนฉันต้องจับให้อยู่นิ่งๆ ... ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่รำคาญสักนิด

     

     

    แต่ทำไม ... เรามีเวลาเจอกันน้อยเหลือเกิน

     

     

     

     

     

    นายกลับมากินอาหารที่ฉันซื้อไว้ให้หมดก่อนไม่ได้เหรอ ...... มันพร่องไปนิดเดียวเท่านั้น

     

     

     

    นายมาวนเวียนใกล้ๆ .... ถูจมูกเบาๆ กับแขน หรือจะนอนราบไปทั้งตัวแบบที่นายชอบทำ ... อีกสักครั้งไม่ได้เหรอ

     

     

     

    ฮาจิ..............

     

     

     

    ความจริงนายยังไม่ทันจะคุ้นกับชื่อที่ฉันเรียกเลยนี่นะ ...... ฮาจิ ..... ฮาจิ

     

     

     

     

    ฮาจิ แปลว่า แปด

     

     

     

    ทั้งที่เราเจอกันวันนี้... แต่เมื่อวานเป็นวันที่ 080808 เลขสวยเป็นพิเศษ ฉันจึงอยากเรียกนายว่า...ฮาจิ

     

     

     

     

    ……….

     

     

     

    ………….

     

     

     

    เป็นความผิดของเราพี่น้อง ที่อ่อนประสบการณ์มากเกินไป

     

     

     

    คิดว่ามีแค่หัวใจรัก มันจะสร้างความสุขขึ้นมาได้

     

     

     

    เราไม่คิดว่าจะกลายเป็นแบบนี้

     

     

     

    เราสูญเสียหัวใจของตัวเอง .. ด้วยน้ำมือของเราเอง

     

     

     

    ฮาจิ ... นายจะยกโทษให้ฉันไหม?

     

     

     

    ถ้านายไม่มาเจอฉัน ... เราจะไม่ต้องจากกันอย่างนี้ใช่ไหม?

     

     

     

     

    …..

     

     

     

    …….

     

     

     

    ที่โรงพยาบาล ... ฉันจูบนาย ... ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

     

     

     

    เพราะฉันกอดนายไม่แน่นพอ ... เพราะฉันดูแลนายไม่มากพอ

     

     

     

    เพราะฉัน ..... มันไม่มีค่าอะไรเลย

     

     

     

    แม้แต่ ... จะรักนาย

     

     

     

     

     

     

     

     

    ในรถระหว่างทางกลับฉันกอดนายที่หลับสบายไว้แน่น

     

     

    เสียงเพลงบทหนึ่งแว่วเข้ามาในหู ... เป็นบทเพลงสำหรับนายที่ฉันอยากให้นายได้ฟัง

     

     

     

    Blink…
    It's my lips... can you feel it?
    Open, open your eyes...
    Just look at me now.
    Boku no sekai no subete data.
    กะพริบตาสิ...
    นี่ริมฝีปากของฉันนะ..เธอรู้สึกได้ใช่ไหม?
    ลืมตา..ลืมตาขึ้นมาก่อนสิ
    มองหน้าฉันก่อน คนดี..
    สำหรับฉันแล้ว เธอคือโลกทั้งใบ..

    …Nakushita katahou no kutsu mo,
    Oreta chisai tsume mo
    ราวกับ..ต้องสูญเสียรองเท้าข้างหนึ่งไป
    ราวกับ..เล็บนิ้วหักไปเพียงเสี้ยว

    Koboshita atsui co-hi-mo,
    iroaseta namida mo
    แม้ว่า..ไอกรุ่น ของกาแฟร้อนยังคงอยู่
    แม้หยาดน้ำตาจะเลือนรางไป...

    Girl, tell me a little lie
    Please tell me a little lie
    Kikoeru you ni...
    ที่รัก..ช่วยโกหกฉันสักนิดได้ไหม
    โกหกฉันสักนิดเถอะนะ..

    เพื่อฉันจะได้ยินเสียงของเธอ

    De mo, yawarakaku

    kono te kara koboreta kimi
    มืออันแสนบอบบางคู่นี้...สัมผัสแสนอ่อนโยนที่ได้รับจากเธอ..


    Longway people...
    Longway people..
    Soo, kizukanakatta ano hi, hanashikakeru.
    เธออยู่ไกลแสนไกล...เกินเอื้อมถึง
    ในวันวานที่เราพูดคุยกัน ฉันกลับไม่เฉลียวใจเลย

     

    Longway people...
    Longway people..
    Tada, naite naite naite, wasureru shika nai
    เธออยู่ไกลแสนไกล...เกินเอื้อมถึง
    แต่..ฉันคงทำได้เพียงร้องไห้..ร้องไห้..และลืมเลือนเท่านั้น..


    Magaku tsuzuku kono michi ni,
    ima wa inai kimi e
    Kiss shita mama, goodbye.
    ในเมื่อถนนสายยาว ไม่มีที่สิ้นสุดสายเดิม..
    ตอนนี้ไม่มีเธอเคียงข้างกันอีกแล้ว...

    เมื่อเราจูบกันและกัน ... ลาก่อน

     

    Girl, tell me a little lie
    Please tell me a little lie
    Kikoeru you ni...

    ที่รัก..ช่วยโกหกฉันสักนิดได้ไหม
    โกหกฉันสักนิดเถอะนะ..

    เพื่อที่ฉันจะได้ยินเสียงของเธอ

     

    Ima, huritsumoru konayuki ga
    boku o dakishimeru
    ตอนนี้ละอองหิมะแสนอ่อนนุ่มโปรยปรายลงมาล้อมรอบตัวฉัน

    Longway people...
    Longway people..
    Soo, kizukanakatta ano hi, hanashikakeru
    เธออยู่ไกลแสนไกล...เกินเอื้อมถึง
    ในวันวานที่เราพูดคุยกัน ฉันกลับไม่เฉลียวใจเลย

     

    Longway people...
    Longway people..
    Tada, naite naite naite wasureru shika nai no?
    เธออยู่ไกลแสนไกล...เกินเอื้อมถึง
    แต่..ฉันคงทำได้เพียงร้องไห้..ร้องไห้..และลืมเลือนเท่านั้น..

    Kioku ni nijinda namida no kazu wa
    (kaite yuku) boku no kokoro

    Kazoekirenai hoshi no you ni
    หยดน้ำตาหลั่งรินจากความทรงจำแสนเลือนราง

    (หัวใจของฉันคงจะด้านชา)
    หลั่งรินเป็นสาย ราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า..

    Longway people...
    Longway people..
    Tada, naite naite naite, wasureru shika nai
    เธออยู่ไกลแสนไกล...เกินเอื้อมถึง
    แต่..ฉันคงทำได้เพียงร้องไห้..ร้องไห้..และลืมเลือนเท่านั้น..

    Longway people...
    Longway people..
    I know, kimi wa mune no naka ni,
    itsu made mo
    เธออยู่ไกลแสนไกล...เกินเอื้อมถึง
    ฉันรู้...มีเพียงเธอคนเดียว ที่อยู่ในใจฉันตลอดมา..

     

    Longway people...
    Longway people..
    Tada, naite naite naite
    เธออยู่ไกลแสนไกล...เกินเอื้อมถึง
    แต่..ฉันคงทำได้เพียงร้องไห้..ร้องไห้...

     

    Kiss shita mama, Sayonara…….
    เมื่อเราจูบกันและกัน....ลาก่อน

     

     

     

     

     

     

    ก่อนหน้านั้น ... ฉันระวังตัวและหวาดกลัวการผูกสัมพันธ์เสมอ

     

     

     

    เพราะฉันเคยรู้ซึ้งแล้วว่าการลาจากมันเจ็บปวดทรมาน

     

     

     

    ฮาจิ ... นายกลับทำให้ฉันลืมความหวาดกลัวนั้นไป

     

     

     

    แต่ไม่นาน ... ความทรมานเช่นเดิมนั้นก็กลับมาอีกครั้ง

     

     

     

    ฮาจิ .... ฉันรักนายจริงๆ

     

     

     

    แต่โง่เขลาเกินไปที่จะรักษาความรักนั้นไว้

     

     

     

    และงี่เง่าอย่างไม่น่าให้อภัย ... ที่รักษานายไว้ไม่ได้

     

     

     

    ฮาจิ .... นายโกรธฉันหรือเปล่า

     

     

     

    ฮาจิ .... ความผิดครั้งนี้นายไม่ยกโทษให้ฉันก็ได้

     

     

     

    แต่โปรดรอฉัน ......

     

     

     

    เมื่อถึงวันที่สมควร .... ฉันจะไปให้นายจัดการให้สาสม

     

     

     

    ......

     

     

     

    ........

     

     

     

    ฮาจิ .... ฉันรักนายนะ .... รักนายจริงๆ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    Lyric : Kiss shita mama, Sayonara by TXVQ

    Thanks : www.tvxq-thailand.com

     

     

     

     

    June 03

    สิ่งที่หายไป

     
     
     
    เหตุใดบล็อกนี้จึงมีแต่ตัวหนังสือ
     
     
     
    เสียงเพลงที่คลอเคล้า บอกเล่าอารมณ์ในแต่ละวันที่เรื่องราวต่างๆ ได้ก้าวผ่าน หายไปไหน
     
     
     
     
    เหตุใดสเปซจึงเงียบเช่นนี้
     
     
     
    ภาพถ่ายสวยๆ ภาพอาร์ตแปลกตา ที่ค้นหาได้จากทั่วสารทิศในไซเบอร์สเปซกลับเงียบหาย
     
     
     
    เหตุใดวันนี้จึงเหลือเพียงอักษรไม่กี่ตัวเท่านั้น ที่แทนความหมายอันต้องการส่งผ่าน
     
     
     
    ฉันลืมวิธีการลงรูป เพิ่มเพลง และแต่งมายสเปซไปหมดสิ้นแล้ว
     
     
     
    หรือหลงลืมตัวตนของตัวเองกันแน่???
     
     
     
    .............
     
     
     
     
     
     
     
    :: ความรักแบบหัวปักหัวปำไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมานอกจากหัวใจพองโต
     
     
    ::: ขอแดงสักครั้ง...จากคนที่ไม่เคยเข็ด
     
     
     
     
    May 23

    สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา

     

     

     

    มีคนเคยบอกว่า..อย่าเอาหัวใจไปผูกกับเท้าใคร

     

    เพราะเมื่อเขาเดินจากไป หัวใจเราจะถูกเหยียบจนจมดิน

     

    คนที่ไม่ระวังรักษาหัวใจตัวเองไว้ให้ดีๆ เที่ยวมอบดวงใจทั้งดวงไปให้ใครง่ายดาย

     

    ไม่อาจเศร้าเสียใจ และไม่อาจโทษใคร หากหัวใจต้องบอบช้ำ

     

     

    ………………………………………………………..

     

     

     

     

    21

     

    ในตอนนี้เองที่เจ้าสุนัขจิ้งจอกในทะเลทรายปรากฏตัว

     

    “สวัสดี” สุนัขจิ้งจอกทัก

     

    “สวัสดี” เจ้าขายน้อยทักตอบอย่างสุภาพ พลางหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไรเลย

     

    “ฉันอยู่ที่นี่” เสียงหนึ่งกล่าวใต้ต้นแอปเปิล

     

    “เธอคือใคร?” เจ้าชายน้อยถาม “เธอสวยจัง”

     

    “ฉันคือสุนัขจิ้งจอก”

     

    “มาเล่นกับฉันสิ” เจ้าชายน้อยชวน “ฉันกำลังเศร้าใจมาก...”

     

    “ฉันเล่นกับเธอไม่ได้หรอก ฉันยังไม่ถูกทำให้เชื่อง” สุนัขจิ้งจอกตอบ...

     

     

    V

    V

    V

     

     

    “ชีวิตของฉันแสนจะน่าเบื่อหน่าย ฉันล่าไก่ มนุษย์ก็ตามล่าฉันอีกที

     

    ไก่ทุกๆ ตัวก็เหมือนๆ กันหมด และมนุษย์ทุกคนก็เหมือนๆ กันอีก ฉันออกจะเบื่อๆ อยู่

     

    แต่ว่าถ้าเธอทำให้ฉันเชื่อง ชีวิตของฉันก็จะสดใสขึ้น

     

    ฉันจะเรียนรู้จักฝีเท้าของเธอซึ่งผิดจากเสียงอื่นทั้งสิ้น

     

    เสียงฝีเท้าอื่นจะทำให้ฉันหลบหนีไปใต้ดิน แต่ฝีเท้าของเธอจะเรียกให้ฉันออกมาจากโพรงดิน

     

    เช่นเดียวกับเสียงดนตรี และดูนั่นสิ เธอเห็นไหม ที่นั่นทุ่งนาข้าวสาลี

     

    ฉันไม่กินขนมปังหรอก ข้าวสาลีหามีประโยชน์ต่อฉันไม่

     

    นาข้าวสาลีจึงมิได้ทำให้ฉันหวนระลึกถึงสิ่งใดเลย และนั่นก็เป็นสิ่งน่าเศร้า

     

    เธอมีผมสีทอง ฉะนั้นถ้าเธอก่อความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสอง ก็จะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่ง

     

    ข้าวสาลีสีเหลืองอร่ามจะทำให้ฉันหวนระลึกถึงเธอ...”

     

     

    V

    V

    V

     

     

    ด้วยประการฉะนี้ เจ้าชายน้อยก็ได้หัดสุนัขจิ้งจอกจนเชื่อง และเมื่อเวลาจากกันใกล้เข้ามา...

     

    “อา...ฉันจะร้องไห้” สุนัขจิ้งจอกกล่าว

     

    “เป็นความผิดของเธอเอง ฉันไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจ แต่เธอเองอยากให้ฉันหัดให้เชื่อง”

     

    “ใช่แล้ว” สุนัขจิ้งจอกกล่าว

     

    “แต่แล้วเธอกลับร้องไห้” เจ้าชายน้อยติง

     

     “แน่ละ”

     

    “ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้อะไรเลย”

     

    “ฉันได้สิ” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “ก็สีของข้าวสาลีไงล่ะ” ......

     

     

    V

    V

    V

     

     

    “ลาก่อนนะ” เขากล่าว

     

    “ลาก่อน” สุนัขจิ้งจอกตอบ

     

    “นี่คือความลับของฉัน มันแสนจะธรรมดา

     

    เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา” ......

     

     

    .................................................................

     

     

     

     

    แด่...เจ้าชายน้อยของฉัน

     

     

    ถึงเธอจะจากไปนานแล้ว กลับไปหาดอกกุหลาบน้อยดอกเดียวของเธอ (ซึ่งฉันยังไม่เคยรู้จัก)

     

    และฉันไม่รู้ว่าการถูกเธอ “ทำให้เชื่อง” นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่งหรือไม่ก็ตาม

     

    เพราะถึงแม้จะไม่มีเธออยู่ที่นี่ ฉันก็คิดถึงผมสีทองยามที่มองทุ่งข้าวสาลีอยู่ดี...  

                   

    อย่างน้อย การมาถึงของเธอ และการพบกันของเรา ก็ทำให้ฉันได้เข้าใจ “การผูกสัมพันธ์” มากยิ่งขึ้น

     

    แม้ว่าเราจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันในวันแรก แต่เมื่อเราผ่านการผูกสัมพันธ์ไปแล้ว

     

    เราก็จะจำกันได้อีกไม่ว่าจะที่ไหน หรือเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม

     

                   

    เจ้าชายน้อยเอ๋ย...

     

    ฉันจะจำเวลาแสนดี ประมาณสี่โมงเย็น ที่การมาถึงของเธอทำให้ฉันมีความสุข

     

    ฉันจะนั่งลงบนพรมหญ้านุ่ม เพื่อระลึกถึงวันที่เธอเขยิบเข้ามานั่งใกล้ฉันทีละนิด..ทีละนิด

     

    โดยที่ไม่พูดอะไรต่อกันเลย

     

                      

     เจ้าชายน้อยเอ๋ย...

     

    ขอให้เธอจงรับรู้ไว้ด้วยหัวใจ

     

    ถึงความสำเร็จของการ “ทำให้เชื่อง” จนเราได้กลายเป็น “เพื่อน” กันในครั้งหนึ่ง

     

    แม้ว่าในดวงตาของเธอ อาจจะไม่เคยฉายภาพสุนัขจิ้งจอกเดียวดายตัวนี้เลยสักครั้งก็ตาม

     

     

    จาก... สุนัขจิ้งจอกของเธอ

     

     

     

    ..........................................................

     

      

    April 26

    ฝน..หนาว..เหงา

     
     
     
     
    เรื่องหลักเว้นไว้ก่อน
     
    เขียนเสร็จจะมาแปะ
     
     
     
     
     
    ----------------------------------------
     
     
     
     
     
     
    ::   ไปติดใจการ์ตูนเรื่องหนึ่ง และยังอ่านมาจนถึงตอนนี้ ทีแรกนึกว่าเป็นการ์ตูนวายธรรมดาๆ
    แต่ไม่ใช่ แถมยังโหดชนิดเลือดสาดกระจาย น่าแปลกที่อ่านไปกินข้าวไปทุกที
     
     
     
     
    :::  เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่มักเกิดขึ้นจากส่วนที่ไม่น่าจะมีอะไรทั้งนั้นแหละ.. หลังจากสองคนนั้นกลับจากพงัน ต้องพกมีเรื่องมันๆ มาฝากแน่ๆ
     
     
     
     
    ::::  ความหวั่นไหวนี้มันอะไรกันวะ!?!?
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    April 09

    สถุล

     
     
    สถุลที่ 1 : จิตสำนึกสถุล
     
     
    ฉันยืนรอรถเมล์ที่ป้าย เพื่อกลับบ้านในยามดึกสงัด
     
     
    แปลกใจที่ผู้คนยังหนาตา หรืออาจเป็นเพราะว่าปริมาณรถที่วิ่งน้อยลง
     
     
    ทำให้มีผู้คนที่ยืนรอนาน ติดค้างเป็นจำนวนมาก
     
     
    ชายหญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเยื้องไปทางซ้ายของฉัน
     
     
    เพลิดเพลินกับการหยิบลองกองในถุงพลาสติกมาแกะกินอย่างไม่สนใจว่าเมื่อไหร่รถที่รอคอยจะมาถึง
     
     
    ทั้งพูดคุยเสียงดัง แกะเปลือกลองกองหล่นเรี่ยราดอย่างไม่ใส่ใจว่ามันจะสกปรกเลอะเทอะขนาดไหน
     
     
    จนเมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่มองมา
     
     
    อาจจะไม่แค่ตำหนิอย่างเดียว เพราะอย่างน้อยก็มีสายตาสมเพชของฉันส่งไปให้ด้วยคู่หนึ่ง
     
     
    เมื่อระลึกได้ว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของประชาชีแล้วนั้น
     
     
    เขาก็สำนึกถึงความเป็นพลเมืองที่ดีขึ้นมาบ้าง
     
     
    โดยการโยนเปลือกลองกองไปที่ถังขยะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
     
     
    แต่มันข้ามผ่านหน้าผู้หญิงคนหนึ่งไปอย่างเฉียดฉิว
     
     
    เปลือกลองกองหล่นลงพื้นถนน ไม่ได้ลงถังขยะอย่างที่มันควรจะเป็น
     
     
    และกลิ้งหลุนๆ มาหยุดแทบเท้าผู้หญิงคนนั้น มีร่องรอยน้ำลองกองสาดกระเด็นไปทั่ว
     
     
    ผู้คนมากมายที่เอาใจช่วยเปลือกลองกองให้ไปอยู่ที่ชอบที่ชอบ ถอนใจเฮือก...
     
     
    ตอนจบละครน้ำเน่าเรื่องใดก็ตาม มักสรุปได้เพียงอย่างเดียว...
     
     
    ผู้ร้ายไม่มีวันตาย  (เพราะมันจะวนมาเล่นเรื่องอื่นอีกรอบ)
     
     
     
     
     
     
    สถุลที่ 2 : น้ำลายสถุล
     
     
     
    ฉันนั่งรถเมล์ร้อนรอบดึกกลับบ้านในยามสี่ทุ่มกว่าๆ
     
     
    ปกติไม่ค่อยชอบขึ้นรถร้อน เพราะไม่อยากจะไปเพิ่มประชากรให้แออัดยัดทะนาน
     
     
    ในเมื่อสามารถจ่ายค่ารถเย็นที่แพงกว่า 2 เท่าได้ไม่เคืองขัด (เคืองใจนิดหน่อยเ)
     
     
    แต่วันนี้เห็นว่ามันดึกแล้ว อย่างน้อยน่าจะมีสายลมพัดเวลารถวิ่ง
     
     
    และผู้คนก็อาจจะบางตา ไม่ถึงกับเบียดเสียดให้หงุดหงิดรำคาญ
     
     
    ทว่า...ฉันคิดผิด
     
     
    ฉันนั่งเบาะเดี่ยวทางซีกขวาของรถ เพราะขึ้นป้ายเกือบต้นทางจึงเลือกที่นั่งได้ตามใจ
     
     
    ผ่านไป 3- 4 ป้าย คนเริ่มเยอะขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวออฟฟิศ
     
     
    เลยไม่ต้องใจดีถึงกับลุกให้ใครนั่ง
     
     
    หญิงสาวสองคนยืนคุยกันข้างที่นั่งของฉัน
     
     
    เม้าท์ไปตามประสาสาวๆ เราเข้าใจ
     
     
    แต่นั่งนานๆ ไป เอ๊ะ..น้ำจากไหนกระเด็นมาเกือบเข้าปาก
     
     
    ไม่เป็นไร นั่งรถร้อนมันก็ต้องมีบ้างคงมาจากข้างหน้าต่าง
     
     
    ผ่านไปไม่นาน เฮ้ย..มาอีกละ
     
     
    คราวนี้โดนแก้มซ้าย ทิศทางของน้ำชักยังไงๆ
     
     
    หันไปตามทิศนั้น ชัดเลย!!!
     
     
    แม่คุณเอ้ย...เมริงจะคุยกันก็ไม่ต้องเผื่อแผ่คนข้างล่าง
     
     
    เป็นกุลสตรีไทย จะทำอะไรไม่ระวังกิริยา ให้คนอื่นคิดด่าอยู่ในใจ
     
     
    ชีวิตคงจะได้ดีศรีประเสริฐนักล่ะ
     
     
    นึกเสียดายเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้พกร่มติดตัว ไม่งั้นจะกางประชดซะอย่างงั้นเลย
     
     
     
    ......................................................
     
     
     
     
    โปรดติดตามสถุลตอนต่อไปอย่างใจจดจ่อ
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ::    ความสับสนในตอนนี้เกิดจากความเอาแต่ใจตัวเอง
     
     
     
    :::  ลูกชายที่น่ารักกำลังมา >,< คิดดีแล้วหรือเปล่าไม่รู้_ความคลุมเคลืออันแสนท้าทาย
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    March 28

    หนาวววว

     

     

     

    พี่คับ

    เค้าหนาวจัง

     

     

    รองเท้าที่ถอดไว้ พอใส่อีกครั้งก็เย็นจนเจ็บนิ้วเท้า

     

    ถ้วยชาก็ไม่อุ่นอีกต่อไปแล้ว น้ำเย็นชืดบาดลึกยามกลืนลงคอ

     

    มือเย็นจนแข็ง ไร้เรี่ยวแรงจะจับปากกาได้ไหว

     

    ตาหรี่ปรือ ใกล้จะหลับ

     

    หนาวคับ..หนาวชะมัด

     

    ทำไมอากาศถึงเย็นลงเร็วอย่างนี้

     

    ห้องนี้ก็มืด..แสงริบหรี่ใดๆ ก็ใกล้จะดับสนิท

     

    มืด..หนาวว..

     

    ผมกอดตัวเองเผื่อจะได้อุ่น

     

    แต่รู้สึกตัวว่าเอื้อมไปไม่ถึง

     

    พี่คับ...ผมจาตายมั้ยครับ...

     

     

     

     

     

    March 23

    who am I?

     
     
     
     
     
    "ตกลงเธอเป็นแบบไหนกันแน่?"
     
     
     
     
     
     
    จะบอกให้ก็ได้...
     
     
     
     
    ก็ทั้งสองอย่าง !!
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    .....................
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    :: "ผมกำลังพยายามจะเป็นให้คุณ"
     
     
    ::: โหมดปั่น..(อิปร๊ากบอก..เผา!!)
     
     
    :::: ขออยู่อย่างนี้สักพักนะครับเด็กๆ ก็เพลง (ของลูกชาย) เยียวยาจิตใจ 
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    March 04

    พี่ชาย

     
     
     
     
     
     

    พี่ชาย... (ตัวดี)

     

     

    เราเคยเป็นพี่น้องกันใช่ไหม?

     

     

     

     

     

     

    ความเปราะบางของการเป็นพี่น้องคือ เราจะคาดหวังว่าจะไม่ทำร้ายกันและกัน

     

     

    แต่เมื่อวันใดความสัมพันธ์ขาดสะบั้น มันก็ยากนักหนากับการเชื่อมต่อด้วยวิธีการใดๆ

     

     

     

     

     

    เหมือนดังบอลลูนในอากาศ หากพี่พลั้งเผลอตัดสายป่าน

     

     

    พี่จะมีปัญญาและความว่องไวพอจะไล่คว้าปลายสายเอาไว้ได้ทันไหม?

     

     

    ... หากปล่อยให้หลุดลอยไป ก็ไล่ตามเอาละกัน

     

     

     

     

     

    แต่พี่ไม่ต้องวิตกเกินไป ความแข็งแรงของการเป็นพี่น้องก็คือ

     

     

    ในสักวัน... เราจะให้อภัยในความผิดพลาดของกันและกัน เหมือนสายใยที่ตัดกันไม่ขาด

     

     

     

     

     

     

    ลมในบอลลูนที่กำลังร้อน ย่อมจะพัดพาบอลลูนยักษ์ให้ลอยไปไกลสุดไกล

     

     

    ... ไกลเกินเอื้อมมือหรือสายตามองเห็น

     

     

    แต่ถ้าพี่ไล่ตาม .. สักวัน.. เศษซากของชิ้นบอลยักษ์

     

     

    ก็จะนอนสงบบนพื้นดินที่ไหนสักแห่ง รอให้พี่เก็บไปรักษา

     

     

     

     

                                                                               น้องสาว (ตัวร้าย)

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    February 19

    ครอบครัว

     
     
     
     

    วันนี้มีข่าวคนในวงการบันเทิงเลิกกัน

     

    จะเลิกกันก็ต้องมาแถลงข่าวบอกเล่าคนอื่นด้วย

     

    ที่จริงดาราก็คงไม่อยากบอกใครเท่าไหร่หรอก ก็น่าจะอายแหละ

     

    เพราะหลังข่าวออก เวลาเดินไปทางไหนก็อาจจะได้รับสายตาสงสารเห็นใจ

     

    หรือไม่ก็หมั่นไส้เหยียดหยามจากคนทั้งประเทศ จะกล้าออกจากบ้านมาเดินถนนกันไหมล่ะนั่น

     

    แต่ว่าอยากเกิดมาทำงานในวงการบันเทิงนี่นะ ไม่ว่าจะกระดิกพลิกตัวไปทางไหน ก็ต้องยอมเป็นข่าว

     

     

     

    แต่ที่ทำให้ฉันคิดมากไปกว่าข่าวเรื่องมุ้งเรื่องเตียงของชาวบ้านก็คือ

     

    เรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาสังคม ใช่หรือเปล่า?

     

    คู่รักคนรุ่นใหม่เจอกันไม่นาน รักกันมากก็แต่งงานกัน แต่อยู่ไปไม่นานอีกเหมือนกัน ก็แยกทางกัน

     

    ให้เหตุผลสวยๆ ดูดี ดูไม่ผิด ว่า..แยกกันอยู่ดีกว่าอยู่แล้วทะเลาะกันให้ลูกเห็น

     

    งั้นในอนาคต ครอบครัว ก็คงหมายถึง พ่อ แม่ ลูก

     

    ที่อยู่บ้านคนละหลัง ไปกันคนละทาง มีชีวิตไปตามลำพังตัวใครตัวมัน

     

    ดูดีมะ? .. ดูอิสรเสรีภาพสุดๆมะ? ดูเป็นตัวของตัวเองจัดๆ .. เจ๋งเป้งไปเลยใช่ป่ะ??

     

     

     

    ทำไมคนเราอดทนกันน้อยลงเหรอ

     

    ความรัก ทำไมมันสั้นจัง

     

    รักนิรันดร์ ไม่มีจริงอีกต่อไปแล้วใช่ไหม

     

     

     

     

     

    อันนี้ฉันขอยกเว้นกรณีไม่มีลูกไว้ข้อหนึ่ง

     

    เมื่อไม่มีลูก ก็สามารถแยกทางกันได้สบายใจ

     

    แต่ถ้าเมื่อไหร่มีลูกเป็นคนกลางขึ้นมา

     

    อย่ามาอ้างว่า แยกทางเพื่อลูกเลย

     

    การทำให้ครอบครัวแตกสาแหรก ไม่ได้ทำเพื่อลูกหรอก

     

    ทำเพื่อตัวเอง เท่านั้นแหละ

     

     

     

     

    เดี๋ยวนี้คนเราต่างเห็นแก่ตัวงั้นเหรอ

     

    ตัวเราน่ะเล็กนิดเดียว พระพยอมท่านเคยว่าไว้

     

    อย่าเอาตัวกู เป็นของกู ท่านพุทธทาสก็ให้ข้อคิดมานานเป็นสิบๆ ปี

     

    การถือทิฐิ เอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่ด้วยกันได้หรอก

     

    มันคับ... (ก็ใหญ่ซะทั้งคู่นี่)

     

     

     

     

     

    ลดตัวให้เล็กๆ น่ารักกันเถอะนะ

     

    เล็กพอที่จะโอบกอดกันและกันไว้ได้

     

    ถอยหลังกันไปคนละก้าว เมื่อรู้สึกอึดอัดคับแน่น

     

    เพราะเมื่อระยะห่างที่ว่างเว้นให้ลมพัดผ่าน

     

    นานๆ เข้ามันก็หนาวจนต้องยื่นมือออกมาไขว่คว้าหากันอีกครั้ง

     

    ช่วยลองประคับประคองซะก่อนจะผละจากกัน

     

    ช่วยคิดถึงวันสำคัญๆ ที่เคยดีๆ

     

    ช่วยเสียดายวัน เวลา ความรู้สึก ที่เคยมี

     

    อย่ามาทิ้งขว้างอะไรๆ ง่ายดายจนกลายเป็นนิสัยแบบนี้เลย

     

     

    ....................................................................................

     

     

     

     

     

     

     

     

    :: ฉันตื่นเช้ามากกกก..เกินไป นอนไม่พอ กำลังไม่สบาย

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

      

     

     

     

     

    February 15

    ยังมีชีวิตอยู่

     

     

     

    ไม่ได้เขียนบันทึกนานเหลือเกิน

    เหมือนว่าจะทำให้ลืมว่าเคยเขียนหนังสือได้ไปเลย

    ในเวลาที่ต้องปิดต้นฉบับ แต่กลับเขียนไม่ออกนั้นแทบกระอัก

    สมองหยุด และคำพูดที่เคยพรั่งพรูก็กักเก็บไม่หลั่งไหล

    ตัวหนังสือหน้าตาเป็นยังไง ก็ยังนึกไม่ออกเลย

    เดดไลน์ที่ใกล้เข้าทุกวินาทียิ่งทำให้ศีรษะหนักอึ้ง และเปลือกตาก็อยากจะปิดลง

    คล้ายๆ จะขอลาไปถาวร เป็นการหนีความอาย

     

     

    ฉันเคยทุกข์ระทม ด้วยความรู้สึกที่ว่า "สมองหมาเท่านี้ จะมีปัญญาอะไรไปเขียนหนังสือให้คนอื่นเขาอ่าน"

    เวลาที่คิดมากๆ เข้า ความทุกข์อันนี้ก็ยิ่งเป็นตัวกันให้สมองตีบตัน คราวนี้เลยเขียนอะไรไม่ได้เอาจริงๆ

     

    จนเมื่อพี่จ๋าพูดว่า "จะไปกลัวอะไร ทีคนอื่นเขียนอะไรควายๆ เขายังไม่อายกันเลย"

    เอาล่ะ คราวนี้สมองหมาก็เลยมีกำลังใจ

     

     

    เวลาเขียน จึงตระหนักไว้เสมอว่า จะเขียนในเรื่องที่รู้ ที่ค้นคว้ามาแล้วให้หมดสิ้น

    ถึงจะรู้น้อย หรือจะไม่มีประโยชน์ยิ่งใหญ่เท่าใคร แต่ก็ขอให้ไปจนหมด

    ต้องขอโทษคนที่ซื้อหนังสือไปอ่านและคาดหวังไว้สูงด้วย

    ออกตัวอย่างนี้อาจดูไม่มีความรับผิดชอบ ในฐานะคนทำหนังสือ ก็ควรจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้คนอื่นไม่ใช่เหรอ

    คำตอบคือ ใช่ แต่ก็ต้องบอกว่า พยายามแล้ว ถึงยังไม่ดีที่สุด แต่จะพยายามต่อไป

     

     

    การทำงานจำเป็นต้องมีระเบียบวินัยเคร่งครัด มันทำให้ชีวิตเป็นระบบ

    แล้วยังช่วยไปถึงการลำดับความคิด นำไปสู่การเรียบเรียงงานเขียนที่ดีด้วย

    ความจริงไม่ควรจะโทษว่าเป็นเพราะตารางชีวิตเปลี่ยนผัน ทำให้การเขียนพลอยผันผวน

    แต่ต้องยอมรับว่า มีส่วนไม่น้อย

     

     

     

    ถ้าฉันตื่น เมื่ออยากตื่น ยอมนอนเมื่อตาจะหลับ กินเมื่อท้องร้องประท้วง

    ส่วนเวลาทั้งหมดที่เหลือก็เอาแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ทั้งทำงานและท่องโลกอินเตอร์เนต

    ทั้งที่ใช้เวลากับมันมากกว่าเดิมเพราะตัดการเดินทางออกไป

    แต่กลับได้งานน้อยลง จะเป็นเพราะอะไรได้ถ้าไม่ใช่ความไม่มีระเบียบ

     

     

    นาฬิกาชีวิตของฉันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อทำซ้ำๆ อย่างข้างบนทุกวันจนเข้าสู่เดือนที่ 3

    ตอนนี้ฉันไม่อาจหลับได้ถ้าตาไม่ปรือจนเกือบปิดสนิท และเสียงดังอย่างไรก็ไม่อาจปลุกถ้าฉันไม่ยอมตื่นด้วยตัวเอง

    ช่างเป็นเวลาที่ทั้งมีความสุขและทุกข์ถนัดปนๆ กัน

     

     

     

    แต่คนเราก็คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่แบบเดิมไปจนสิ้นอายุขัยใช่ไหม

    กฎธรรมดาของโลกคือ ความเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันดีมาเนิ่นนาน

     

     

    ตอนนี้ฉันกำลังปรับตัวเพื่อเริ่มต้นวงจรชีวิตตามเข็มนาฬิกาคนหมู่มากอยู่

    แต่ทำได้ไม่ดีนัก เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วมา 3 เดือน ก็อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นในการกลับคืนสู่ที่เดิม

     

     

    ความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุด

    ด้วยเหตุผลนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็คงอยู่ได้นานกว่าสัตว์อื่นๆ

    ถึงฉันจะเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยคนหนึ่ง แต่ก็ต้องเลือกว่าจะปรับตัวเพื่อดำรงอยู่ต่อไป

    หรือจบชีวิตตัวเองลงไปพร้อมๆ กับสัตว์ที่ไร้อารยธรรม

     

     

     

     

     

     

     

    ป.ล. สำนวนการเขียนแต่ละครั้งของฉันมันเลียนแบบหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ไม่รู้ตัว .. รู้ไหมว่าตอนนี้ฉันกำลังอ่านอะไร ..

    ใบ้ให้ว่า หนังสือเล่มหน้าที่กำลังจะออกคือ หนังสือพระพี่นางฯ

     

     

     

     

     

    December 27

    House is made of brick and stone but home is made of love alone.

     

     

     

     

     

    เมื่อฉันกลับถึงบ้านในตอนค่ำ ก็ต้องแปลกใจที่พบว่าเพื่อนของน้องสาวอยู่ที่บ้านด้วย

     

    ฉันรู้จักและทราบเรื่องราวส่วนตัวของเพื่อนคนนี้จากน้องของฉันมาก่อน

     

    จึงเดาได้ไม่ยากว่าวันนี้อาจจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ

     

    พอฉันบอกไปว่า ค้างที่นี่ก็ได้นะสีหน้าที่เหมือนกำลังสู้กับทางตันอยู่นั้นก็เปลี่ยนไป

     

    ไม่เว้นแม้แต่เจ้าน้องสาวตัวดี ที่ดูเหมือนจะโล่งใจไปด้วยกัน

     

     

     

     

    หลังจากหาเสื้อผ้าและส่งเธอไปอาบน้ำ เจ้าน้องสาวก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง

     

    ฉันไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพราะเธอสวดเพื่อนถึงความหุนหันพลันแล่นนี้ไปเรียบร้อย 

     

    แล้วยังบอกว่าหลังอาบน้ำเสร็จจะให้โทรไปบอกแม่ว่าอยู่ที่ไหน จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง

     

     

     

     

     

    ฉันรู้สึกว่า ไอ้ตัวแสบวันนี้โตขึ้นแฮะ

     

    มันมีเหตุผลและจัดการกับเรื่องต่างๆ ได้เอง และอย่างดีทีเดียว

     

     

     

    ............................................................

     

     

     

     

     

     

     

    ถ้ามีใครถามว่าฉันเลี้ยงน้องอย่างไร ฉันจะตอบว่า ไม่รู้สิ

     

    นั่นเพราะทุกวันที่เติบโตมาด้วยกัน ฉันก็ไม่ใช่คนที่ดีพอจะสั่งสอนใครได้หรอก

     

    ถึงอายุห่างกัน 10 ปี แต่เราเป็นเพื่อนกันมากกว่า

     

    แม้ว่าตามธรรมชาติแล้ว คนอ่อนวัยก็จะต้องพึ่งพิงคนที่แก่กว่า

     

    แต่สำหรับฉันนั้น เราพึ่งพิงกันและกัน

     

     

     

     

     

    เพราะครอบครัวเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ

     

    ก็มีส่วนที่เว้าแหว่งเป็นรูใหญ่อยู่เหมือนครอบครัวอื่นๆ แหละ

     

    ถ้าจะพูดว่า ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่เราก็เข้าใจและประคับประคองกันไปได้ดี ก็ดูจะเป็นอุดมคติเกินไป

     

    ฉันไม่ปฏิเสธความรู้สึกขมขื่นที่มันซุกซ่อนอยู่ในอณูเนื้อของหัวใจหรอก

     

    ฉันไม่เสียสละทั้งชีวิตเพื่อปกป้องมันให้ออกไปจากสายตาของน้องสาวผู้น่าสงสารด้วย

     

    แหวะ..น้ำเน่าชิบเป๋ง

     

    เรื่องที่เกิดขึ้นจริงมันก็คือเรื่องจริงวันยังค่ำ

     

    ฉันเพียงแต่กอดคอไอ้แสบเอาไว้ในช่วงเวลาที่อ่อนแอ

     

    และหาเรื่องตลกมาใส่หัวให้มันระเบิดเสียงหัวเราะแทนความระทมอมเศร้า

     

     

     

    ... ก็แค่อยู่ด้วยกัน แค่นั้นเอง ...

     

     

     

     

     

     

     

     

    ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ ฉันอยากจะบอกว่า สิ่งที่คุณจะต้องไม่ทำคือ ไล่ลูกออกจากบ้าน !!!

     

    คุณอย่าสาดเสียงเกรี้ยวกราด และขุดคำพูดหยาบคายที่กรีดลงในเนื้อหัวใจออกมาให้ลูกได้ยิน

     

    อย่าอ้างสิทธิ์ที่จะพูดวาจาร้ายกาจอย่างนั้นเพียงเพราะคุณเป็นผู้ให้กำเนิด

     

    ฉันคิดว่าคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองสารพัดแบบนั้น

     

    ถ้าคุณกำลังควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คุณก็แค่เดินออกไปจากที่ตรงนั้น

     

    ไปยอมรับว่าคุณอ่อนแอ ไปยอมรับว่าคุณน่ะแพ้แล้ว เป็นแค่ไอ้บ้าไร้สติ

     

    มนุษย์ธรรมดาๆ น่ะไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็งี่เง่าเท่ากันทั้งนั้นแหละ

     

     

     

     

     

     

    ถ้าคุณเป็นลูกที่กำลังเถียงพ่อแม่คอเป็นเอ็น

     

    ฉันอยากจะบอกคุณว่า ไอ้งี่เง่า หยุดทำร้ายตัวเองสักที

     

    ฉันไม่ขอให้ลูกมาสำนึกบุญคุณพ่อแม่ในขณะที่ด่ากันไฟแลบแบบนี้หรอก

     

    ความสำนึกมันจะเกิดขึ้นและคุณจะรู้เอง

     

    แต่สิ่งที่คุณต้องนึกถึงให้มากที่สุดก็คือตัวเอง

     

    ถ้าคุณเดินออกจากบ้านในขณะที่อารมณ์โกรธกำลังยุแยงและคำด่ามันท้าทาย

     

    คุณจะเสียใจเมื่อถึงวันที่ไม่มีทางหันหลังกลับไปได้อีก

     

     

     

     

     

    ............................................................

     

     

     

     

     

    วันนี้ฉันสละห้องให้เพื่อนน้องสาวนอนอุ่น

     

    แต่ยังไงเธอก็ไม่มีทางหลับสบาย

     

    ถ้าไม่มีใครสักคนในครอบครัวหรือแม้แต่ตัวเธอเองจะเข้าใจ

     

    บ้านของใครก็สร้างขึ้นเอาเองสิ

     

     

     

     

     

    .......................................................................

     

     

     

     

     

     

     

    ฉันพูดสิ่งเหล่านี้กับน้องสาวของฉันตั้งแต่เธออายุ 14

     

    ในตอนที่ยากลำบากที่สุดที่เธอจะต้องก้าวผ่าน

     

    และตอนนี้ฉันไม่มีอะไรจะให้เธออีกแล้วนอกจาก ไว้ใจ

       

     

      .......................................................................

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    :: ฉันเขียนเรื่องนี้ด้วยอายุ 27 และน้องสาวของฉันอายุ 17

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    17-27

     
     
     

    ดนตรีแว่วหวาน ดังขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยจอกแจก ครื้นเครง

     

    เป็นสัญญาณเริ่มของพิธีการศักดิ์สิทธิ์

     

    ทำนองที่อ่อนโยนเหมือนกำลังเสกคาถาพิเศษด้วยมนตร์ตราที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

     

    แสงสีในห้องบอลรูมนุ่มนวลและอบอุ่นเหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน

     

    ผู้คนต่างก็สวยงาม สนุกสนาน และมีความสุข

     

    โดยเฉพาะชายและหญิง ที่เป็นเจ้าของพิธีการอันแสนหวานนี้

     

     

    ..................................................

     

     

    ฉันตื่นขึ้นในแสงแดดที่กำลังก่อแรงและเริ่มแยงสายตา

     

    ตัวเลขที่นาฬิกาบอกตารางชีวิตของมนุษย์งานส่วนใหญ่ว่า ใกล้เวลาพักกินข้าว

     

    เสียงชำแรกโสตประสาทเช้านี้เป็นของแม่คุณเพื่อนผู้หวังดี

     

    ก็บอกว่าเช้าๆ ให้กินข้าว กินข้าวๆๆๆ..เข้าใจมั้ย?

     

    นึกถึงทีไร ตาสว่างทุกที แต่ถ้าข้าวมื้อแรกของวันไม่ใช่ตอนเช้าอย่างที่คุณเธอบงการ

     

    มันจะว่าอะไรไหมนะ.. แต่อย่างน้อยฉันก็เปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อนกาแฟก็แล้วกัน

     

     

     

    วิถีของฉันตอนนี้ เริ่มต้นเอาเมื่อสาย... (สายจริงๆ)

     

    มีงานก๊อกแก๊กให้ทำเหมือนเมื่อสองเดือน

     

    เมื่อเริ่มต้นโทรศัพท์ ผู้หญิงอายุ 27 ก็ต้องสวมวิญญาณสาวทำงาน

     

    แม้จะนุ่งกางเกงขาสั้นใส่เสื้อยืด คุยงานอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ออฟฟิศ

     

    รบราและเจรจา (สลับกันเป็นพักๆ)

     

    ช่วงเวลานั้นอาจดูเหมือนกำลังยุ่ง แต่ความรู้สึกบางอย่างก็รบกวนจิตใจฉันเสมอไม่ว่าจะเวลาไหน

     

    ฉันกำลังทำอะไรอยู่?

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ..........................................................

     

     

     

     

     

    แสงไฟแรงจัด สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความเงียบและมืดมิด

     

    แค่ชั่วเสี้ยววินาทีที่แสงจุดตัวเอง เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นมาจากทุกทิศทุกทาง

     

    พร้อมกับดนตรีกระหึ่ม ทำนองกระชั้นกระตุ้นหัวใจก็เริ่มขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของคนที่ทุกคนรอคอย

     

    หลังจากวินาทีที่สายตากว่าหมื่นคู่ จับภาพของจุดเดียวตรงกลางเวทีได้

     

    โลกก็เหมือนจะเปลี่ยนไป

     

    เป็นอาณาจักรอันทรงพลัง และผู้คนที่นี่ทุกคนเป็นหนุ่มสาวอายุ 17

     

     

    ......................................................

     

     

     

     

     

     

     

     

    กลางคืน ฉันตาสว่างราวกับเป็นคนละคน

     

    อาศัยความมืดและห้วงอากาศที่เงียบปราศจากเสียงใดๆ

     

    ซุกตัว จ้องตา ไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยม

     

    มือกดแป้นรัวบ้าง ขยับเมาท์ลากไปนั่นไปนี่บ้าง นั่งอมยิ้มบ้าง

     

    ทำตัวใกล้เคียงกับที่คนอื่นเรียกว่า บ้า

     

    เต็มใจก้าวเข้าไปในโลกใหม่ที่สว่างสดใสและไม่มีอยู่จริงบนพื้นดิน

     

    พร้อมกับกลายร่างเป็นสาวอายุ 17

     

     

    .........................................

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ในเวลาหลับและตื่น ฉันไม่รู้ว่าชอบอย่างไหนมากกว่ากัน

     

    ในเวลาที่อุ้งมือล้นไปด้วยงาน ฉันมีความปรารถนาจะกดบีบ

     

    สร้างสรรค์ปั้นแต่งให้เป็นรูปเป็นร่าง

     

    มีความภาคภูมิใจ มีความฝัน มีความรักที่จะทำอย่างล้นเหลือ

     

    แต่การตื่นแบบนั้นกลับต่างกับเวลาที่ฝัน

     

     

    ในเวลาที่ฉันกกกอดความสดใส ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง และดูเหมือนบนหน้าจะมีสีแดงแต้มไว้

      

    ความสุขแบบที่เอ่อล้นทะลักหัวใจออกมานั้นเป็นพลังที่ทำให้ฝันนี้แสนดีจนไม่อยากตื่น

     

     

     

     

     

     

     

     

    การเป็นมนุษย์ธรรมดา ทุกคนมีเส้นชะตาที่มองไม่เห็นขีดไว้ให้เดินตามเหมือนๆ กัน

     

    มีหน้าที่ มีสิ่งที่ต้องทำเมื่อถึงเวลาเหมือนกัน และยอมรับได้โดยดุษฎี

     

    เกิด เติบโต เรียนรู้ ทำงาน สร้างครอบครัว

     

    บางทีก็เป็นเด็กเอาแต่ใจ และเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ในเวลาเดียวกัน

     

    มีความสุข มีความทุกข์ มีความฝัน

     

    แล้วบางทีก็ต้องการพื้นที่สำหรับสร้างโลกส่วนตัว ก่อนจะหันหน้าเข้าสู้ความจริง

     

    มีเวลาที่เกิดขึ้น เวลาที่ดำรงอยู่ และเวลาที่จากไป

     

     

     

     

     

     

     

     

    ฉันไม่รู้ว่าอย่างไหนคือสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ อย่างไหนทำแล้วมีความสุขที่สุด

     

    ระหว่างการมีอายุ 17 กับ 27

     

     

     

     

    .............................................

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

      

     

     

     

     

     

    November 07

    เหมือนเสียงเธอดังอยู่ตรงนี้ อยู่ในทุกทุกที่ที่ไป...

     

     

     

    ในเสี้ยวหนึ่งของทุกความทรงจำ

     

     

    นอกจากวันเวลาและตัวบุคคล

     

     

    สถานที่ ก็เป็นฉากหลังแห่งความประทับใจที่เด่นชัดเช่นกัน

     

     

    .........................................................

     

     

     

     

    วันนี้ฉันเดินไปร้านกาแฟเจ้าเก่า

     

    แล้วแวบแห่งความทรงจำก็แทรกเข้ามา....

     

     

     

     

    ถ้าถามว่า วันที่เธออ่อนล้า เธอควรจะอยู่ตรงไหน

     

    ฉันคงลูบหัวเธอและตอบว่า เธอก็อยู่ตรงนี้ไง

     

    ตรงที่ความรักของทุกคนหนุนไหล่เธออยู่

     

    ตรงที่แม่ของเธอจะเดินเข้ามากอด

     

    ตรงที่พ่อของเธอจะจับบ่า

     

    และตรงที่พี่ชายของเธอจะตบไหล่

     

    และตรงนี้ไง .. ตรงที่เธอฟุบกาย

     

    ฉันจะลูบหัวเธอให้เอง

     

     

     

     

    ..................................................

     

     

    ฉันรู้ .. เพียงแค่วันนั้นฉันลูบหัวเธอ

     

    เธอจะไม่ท้อใช่ไหม

     

     

     

    แต่ฉันก็รู้ .. ว่าที่พักใจที่แสนสบาย

     

    ไม่ได้มีแค่ร้านกาแฟมืดสนิทอย่างคืนนั้น

     

     

     

    และฉันก็รู้ .. ว่าเมื่อไหร่ที่เธอต้องการ

     

    ไม่ว่าหนทางจะแสนไกลหรือลำบาก

     

    แม้ร้านจะปิด ไฟจะดับ

     

    เธอก็จะมา .. ได้ใช่ไหม

     

     

     

    นั่นเพราะเธอไม่เคยย่อท้อต่อความฝัน

     

    เธอไม่กลัวอุปสรรค ไม่หวั่นไหว

     

    ฉันรู้ .. เธอมีพลังเหลือที่จะก้าวต่อไป

     

    แค่เหนื่อยนิดหน่อยใช่ไหม .. เธอคนดี

     

     

     

    เด็กเล็กๆ คนนั้นมาหาเมื่อไหร่ก็บอกเขานะ

     

    มามะ .. มาให้พี่ลูบหัว

     

    ต่อไปนี้ ไม่ว่าอะไรก็อย่าไปกลัว

     

    นอนหลับ ลูบหัว  แล้วลุกไป

     

     

     

    .......................................................

     

     

     

     

    คาปูชิโนรสชาติคุ้นเคยช่วยกล่อมจิตใจ

     

    ฉันเคยคุยกับพี่สาวที่นับถือคนหนึ่งว่า

     

    เมื่อก่อนฉันเคยสงสัย ทำไมคนเขียนหนังสือไม่ดื่มกาแฟแทนน้ำก็สูบจัด

     

    ฉันเพิ่งมารู้รสเอาเมื่อไม่นาน ว่าคาเฟอีนและนิโคตินมันกล่อมเกลาจิตใจได้

     

    ในวันที่เส้นประสาทเต้นตุบๆ เหมือนจะทะลุกะโหลก

     

    แค่สาดเอสเพรสโซเข้มๆ เส้นสมองก็หยุดนิ่งอย่างง่ายดาย

     

    ตั้งแต่นั้น ฉันจึงไม่ย่นระย่อที่จะเสาะหาร้านกาแฟสงบๆ

     

    พี่สาวคนเดิมถามว่า ฉันเดินทางตามหาเพราะติดใจที่รสชาติหรือเพราะเป็นแค่ความเคยชิน

     

    ฉันนิ่งคิดอย่างดีแล้ว ก็ตอบได้อย่างมั่นใจว่า ที่ดื่มก็เพราะว่ามันคือ กาแฟ

     

    ยิ่งดื่มกาแฟในยามแดดร่มลมตกและอากาศเริ่มเย็นแบบวันนี้

     

    ความหรรษาใดจะมีค่าเสมอเหมือน ...

     

     

     

     

    ยิ่งร้านกาแฟที่ค้นพบ สูงค่าต่อจิตใจเช่นนี้

     

    การค้นหาใดๆ จะดีไปกว่าการได้พบ

     

     

     

    .................................................................

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    November 03

    The lastest thing is happiness.

     
     
     
     
     
     
     
    เหมือนดังที่หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งได้กล่าวเอาไว้
     
     
    "ความสำเร็จ เหมือนดังพลุที่สว่างไสวบนฟากฟ้า
     
    แม้เวลาที่แสงสกาวสุกใส จะตราตรึงใจผู้ชมที่พบเห็น
     
    แต่เพียงแค่ชั่วพริบตา แสงสวยกว่าดาราก็พลันร่วงหล่นลงพื้นดิน"
     
     
     
    ...........................................
     
     
     
     
     
     
       
     
     
     
     
    ในชั่วขณะที่สองเราได้อยู่ตรงจุดเดียวกัน และหันหน้าประชันสายตานั้น
     
     
    ฉันถึงได้รู้สึกว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว ... และเห็นดวงดาวสะท้อนในตาเข
     
     
     
    ............................................
     
     
     
    นับจากครั้งแรกที่ฉันเฝ้าถาม ยามที่เธอยืนในท่ามกลางไฟที่สาดแสง
     
     
    เธอจะมองเห็นอะไรบ้างไหม?
     
     
    คำตอบที่ฉันรอคอยได้สิ้นสุดลงวันนี้
     
     
    ฉันรู้ดี ในแสงสวยเธอรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของทุกคนรอบๆ กาย
     
     
    เธอจะรับรู้ถึงอวลไอความสุข
     
     
    และคราบน้ำตาบนใบหน้าเปื้อนยิ้ม
     
     
    กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะเธอ
     
     
    ไม่ว่าแสงสว่างในวันนี้ จะวาบวับดับไปวันใด
     
     
    เธอก็รู้ ว่าเธอจะไม่เหงา
     
     
    และเราจะไม่ห่างกัน
     
     
    แม้แสงต่อไปที่เธอจะจุดขึ้นนั้นเล็กดั่งแสงเทียน
     
     
    สายลมเบาๆ จะช่วยกันเป่าจนลุกเป็นไฟกองใหญ่
     
     
    และสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่หลังดวงไฟดับทุกครั้ง
     
     
    ก็จะยังเป็นสิ่งเดียวที่เธอรู้ดีเสมอ
     
     
    ว่าคืออะไร ...
     
     
     
     
     
     
     
     
    ........................................
     
     
     
    ขอบคุณเธอ ที่ทำให้ฉันได้เห็นคุณค่าของ
     
     
    "ความผูกพัน"
     
     
    ได้เห็นความสวยงามของคำว่า
     
     
    "รักหมดหัวใจ ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน"
     
     
    ขอบคุณที่พาฉัน เข้าไปร่วมอยู่ในใจกลางของ
     
     
    "ความสุข"
     
     
    คนคนหนึ่ง จะรักคนคนหนึ่ง ได้มากมายแค่ไหน ปริมาณคงไม่ใช่คำตอบ
     
     
    แต่กว่าจะก่อให้เกิด "รักแท้ๆ" ขึ้นมานั้นต่างหากที่ยากจะสัมผัส
     
     
    เชื่อเถอะ .. ความรักที่เธอได้รับในวันนี้
     
     
    ไม่ใช่เพราะว่าใครๆ ต่างโยนให้อย่างง่ายดาย
     
     
    แต่ทุกอย่างเป็นเพราะเธอ .. ที่สร้างขึ้นมาเองด้วยสองมือ
     
     
    "พรุ่งนี้ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้น"
     
     
    คำพูดของเธอคำนี้จะย้ำเตือนให้ทุกคนจดจำในทุกคืนวันที่ผ่าน
     
     
    และไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงเธอ
     
     
     
     
     
    .......................................